Meditech Solution

สิ่งที่ควรตระหนัก "สมองขาดเลือด" ภัยอันตราย เสี่ยงภัยร้ายจากอัมพาต

ร่างกายทุกคนล้วนประกอบไปด้วยเลือด ซึ่งมีหัวใจคอยสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยหากเกิดเหตุการณ์ใดที่ทำให้เราต้องเสียเลือดมาก ก็อาจทำให้เราอ่อนเพลีย หมดแรง หรือ ซ็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ นั่นเองที่ชี้ให้เห็นว่า ร่างกายคนเราล้วนต้องการเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับ "สมอง" อวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งหากเกิด "ภาวะสมองขาดเลือด" เมื่อไร นอกจากจะมีโอกาสเสียชีวิตแล้ว เรายังมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้ด้วย
สมองขาดเลือดหมายถึงอะไร?
นพ. สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 ได้อธิบายถึง "ภาวะสมองขาดเลือด" (Stroke) ว่า หมายถึง ภาวะที่หลอดเลือดสมองซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงเลือดถูกตัดขาด ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองบริเวณนั้นได้ จึงส่งผลให้เซลล์สมองตายและสมองสูญเสียการทำหน้าที่ในที่สุด โดยภาวะที่สมองหยุดทำงานนั้น ก็จะส่งผลทำให้เกิดอาการอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย หรือ มีภาวะบกพร่องทางการสื่อความผิดปกติ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะขาดเลือดในผู้ป่วยแต่ละราย
สาเหตุใด ถึงทำให้สมองขาดเลือด?
สาเหตุหลักๆ ของ "ภาวะสมองขาดเลือด" ก็คือ การที่ลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ โดยมักเกิดจากปัจจัย 2 ข้อ ดังนี้
1. หลอดเลือดสมองมีลิ่มเลือดอุดตันหรือตีบแคบลง
2. หลอดเลือดสมองแตก ทำให้เลือดคลั่งในสมอง ทั้งนี้ ภาวะสมองขาดเลือด อาจเกิดขึ้นเป็น "ภาวะชั่วคราว" ได้ หรือ ที่เรียกว่า "โรคทีไอเอ" (TIA,Transient ischemic attack) ซึ่งคนทั่วไปอาจรู้จักกันในชื่อ "อัมพฤกษ์" โรคที่เกิดจากการสมองสูญเสียการทำหน้าที่เพียงแค่ชั่วคราว สามารถกลับมาหายเป็นปกติได้ หากรักษาอย่างถูกต้อง แต่กลับกันหากรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตถาวร หรือ อาจถึงขั้นเกิดความพิการ อาการทรุดหนักและเสียชีวิตได้
ปัจจัยเสี่ยงอะไร ทำให้ต่อเกิดภาวะสมองขาดเลือด?
นพ. สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 ได้อธิบายถึงภาวะสมองขาดเลือดว่า สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
1. อายุมาก ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพแข็งตัวตามอายุ
2. มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง
3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4. ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เป็นสาเหตุของสะสมของไขมันในหลอดเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดตีบ
5. โรคเบาหวาน ช่วยส่งเสริมให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น ทำให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันสะสมในร่างกายและเกาะตามผนังหลอดเลือดมากขึ้นเสี่ยงสมองขาดเลือด
6. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดสั่นพริ้ว(AF) มีความเสี่ยงของลิ่มเลือดหลุดออกจากหัวใจไปอุดที่หลอดเลือดสมอง
7. การสูบบุหรี่ มีส่วนทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
8. การไม่ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อย จึงมีการสะสมไขมันในร่างกายและหลอดเลือดสูง
สมองขาดเลือด รักษาหายได้หรือไม่?
สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือด นพ. สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 อธิบายว่า จะเป็นแนวทางการรักษที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยมีวิธีการรักษา ดังต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยที่สมองขาดเลือดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จะมีแนวทางการรักษาดังนี้
- การให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อช่วยเปิดหลอดเลือดให้หายอุดตัน เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อีก ระยะเวลาที่ทำให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดไม่ควรเกิน 3 ชั่วโมง นับตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรรีบมาโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ได้มีเวลาสำหรับการวินิจฉัยและการพิจารณาข้อจำกัดของการให้ยา ถ้าหากผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดทันเวลา จะสามารถลดอัตราความพิการและอัตราการตายได้มาก
- การให้ยาป้องกันลิ่มเลือด เป็นการรักษาเพื่อป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือดในอนาคต ป้องกันการเป็นซ้ำ
2. ผู้ป่วยที่สมองขาดเลือดจากสาเหตุหลอดเลือดสมองแตก มีแนวทางการรักษาดังนี้ - หยุดยาที่ทำให้เลือดออกง่าย
- ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง
- ถ้าหากก้อนเลือดมีขนาดใหญ่มาก แพทย์จะผ่าตัดเพื่อลดการกดเบียดของเนื้อสมอง
จะดูแลผู้ป่วยสมองขาดเลือดที่เป็นอัมพาต ได้อย่างไร?
ผู้ป่วยสมองขาดเลือดที่มีอาการอัมพาต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดย นพ. สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 ยังได้เน้นย้ำว่าญาติ หรือ ครอบครัวคนสนิท นับได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ ของผู้ป่วยมากที่สุด โดยมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยสมองขาดเลือด ดังนี้
1. หากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อัมพาตครึ่งซีก จะต้องช่วยพลิกตะแคงตัวเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะแทรีกซ้อนจากการเกิดแผลกดทับ
2. การระวังอุบัติเหตุจากการสัมผัสของร้อนหรือของเย็นจัด เนื่องจากร่างกายครึ่งซีกของผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัส
3. การระวังอุบัติเหตุจากการตกเตียง ควรจัดหาเตียงที่ปลอดภัย มีเหล็กกั้นเตียง
4. ดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ระวังการสำลักอาหาร ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการกลืนลำบาก ควรจัดหาอาหารที่เคี้ยวง่าย กลืนง่ายและป้อนอาหารขนาดพอดีคำ
5. ผู้ป่วยสมองขาดเลือดควรได้รับการรักษาด้วยการกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องด้วยการฝึกเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อและข้อต่อ ถ้าหากผู้ป่วยสูญเสียความสามารถทางการพูดหรือความเข้าใจทางภาษาก็สามารถฟื้นฟูแก้ไขให้ผู้ป่วยได้มีการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้นได้โดยผู้เชี่ยวชาญแก้ไขการพูด
6. ญาติควรให้ความสำคัญ ดูแลด้านจิตใจแก่ผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้น้อยและต้องพึ่งพาผู้อื่น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเครียด กังวล ท้อแท้ ซึมเศร้าและบางรายอาจมีการสูญเสียความทรงจำ ฟังไม่เข้าใจหรือฟังเข้าใจแต่อาจพูดสื่อสารออกมาไม่ได้ ญาติจะต้องพยายามเรียนรู้และแสดงความเข้าใจ ความใส่ใจต่อผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมกำลังใจให้ผู้ป่วยในการฟื้นฟูร่างกาย



สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.phyathai.com/medicalcenterdetail_article/2/1134/PYT2/th