Meditech Solution

“อัมพฤกษ์ อัมพาต ตระหนักลดเสี่ยง เลี่ยงได้”

โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุข มีอัตราการเสียชีวิต เป็นอันดับที่ 3 รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ และคาดว่าในปี พ.ศ. 2559 จะมีผู้สูงอายุที่ป่วยจากโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต อัมพฤกษ์ 995 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยทุก 2 นาที มีคนเป็นอัมพาต 1 ราย และทุก ๆ 6 วินาที จะมีผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเสียชีวิต 1 คน
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด เนื่องจากทำหน้าที่ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในสมองจะประกอบด้วยหลอดเลือดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย หากเส้นเลือดเหล่านั้นตีบ ตันหรือแตก ก็จะส่งผลให้ร่างกายป่วยทันที หากมาพบแพทย์ไม่ทันอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เสียชีวิตคือการเพิกเฉยต่ออาการหรือสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น ตาพร่ามัว ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้คนส่วนมากปล่อยหรือมองข้ามไป
ไม่ควรเพิกเฉยหากมีอาการในข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้ มีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขาหรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง ตาข้างใดข้างหนึ่งมัวหรือมองไม่เห็น พูดลำบาก พูดไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำพูด ปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มีอาการมึนงง หรือเดินไม่มั่นคง เสียศูนย์ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น สำหรับการรักษาให้ได้ผลดีขึ้นอยู่กับ เวลา โดยควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งรักษาเร็วมากเท่าไรจะยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติได้มาก และผลแทรกซ้อนต่ำ นอกจากนี้ความพร้อมของเทคโนโลยีในการรักษา โดยใช้อุปกรณ์หรือเทคนิคที่เหมาะสมและยาที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นปัจจัยที่สำคัญของผลการรักษาด้วยเช่นกัน
เรื่องการดูแลมีความสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต โดยโรคนี้สามารถป้องกันได้ถึงร้อยละ 80 มีข้อปฏิบัติ คือ การรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การงดสูบบุหรี่ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำด้วยการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด การลดอาหารไขมัน โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว อาหารเค็ม กินผักและผลไม้ให้มาก จำกัดการดื่มสุรา เบียร์ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และที่สำคัญ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ดังคำกล่าว “อัมพฤกษ์ อัมพาต ตระหนักลดเสี่ยง เลี่ยงได้”
เรื่องโดย รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา :http://thaistrokesociety.org/